UPDATE​

NEWS​

พลังงานลุย 'สมาร์ทกริด' ดันไทยฮับไฟฟ้าอาเซียน

 

    โดย กฟภ. เริ่มดำเนินการโครงการนำร่องด้านการตอบสนองโหลดและ ระบบบริหารจัดการพลังงาน อาทิ โครงการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะในพื้นที่เมืองพัทยา ซึ่งมีการเปลี่ยนมิเตอร์เก่าให้เป็นสมาร์ทมิเตอร์ทั้งหมดเป็นตัวเลข 116,308 เครื่อง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีนี้ และได้ร่วมกับ กฟผ. ทำโครงการนำร่องระบบไมโครกริด โดยสร้างระบบไฟฟ้าที่แยกอิสระ ไม่ต้องพึ่งสายส่งหลัก และมีระบบกักเก็บพลังงาน(ESS)ไว้ใช้ในพื้นที่ตัวเอง โครงการวิจัย Power Pack คือ การศึกษาระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งจะติดตั้งในบ้านหากในอนาคตผู้ผลิตมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น ซึ่งในงานวิจัยได้จัดทำต้นแบบ ESS ที่ขนาด 5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง เพื่อเป็นทางเลือกนำไปใช้แก้ปัญหาในพื้นที่ห่างไกล และในอนาคตอาจจะเป็นธุรกิจ หรือ Product ใหม่ของ กฟภ. ในการให้บริการกับผู้ใช้ไฟฟ้าในอนาคต

UPDATE​

NEWS​

OUR ACTIVITIES & EVENT

ออกบูทในวาระ

ครบ 60 ปี แห่งการ

ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระ

จอมเกล้าธนบุรี

ระหว่างวันที่ 3-5 กุมภาพันธ์ 2563

Thailand Solar Energy Leadership Awards 2020​

From World CSR Day

10th January, 2020 Plaza Athenee, Bangkok​

ที่มา

 

ประโยชน์ของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในสถานศึกษา

 

    นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันสิ่งแวดล้อมสแตนฟอร์ด วูดส์ ในสหรัฐอเมริกา เผยว่า แผงเซลล์แสงอาทิตย์จะช่วยลดการใช้ก๊าซธรรมชาติและพลังงานจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ก่อเกิดฝุ่นละอองซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์ สสารทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นมลพิษทางอากาศที่มีส่วนทำให้เกิดหมอกควันและฝนกรดโจมตีและลดการทำงานของปอด ซึ่งงานวิจัยนำเสนอว่าแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาของอาคารเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จะช่วยลดค่าไฟฟ้าและแก้ไขผลกระทบต่อสุขภาพ​

 

    นอกจากนี้ การติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ยังเปิดโอกาสสำหรับการเรียนรู้ใหม่ๆแก่นักเรียนนักศึกษา สถานศึกษาบางแห่งใช้ข้อมูลจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ของตน ช่วยให้นักเรียนนักศึกษาคำนวณทางคณิตศาสตร์ และมองดูได้โดยตรงว่าการเปลี่ยนมุมแผงรับพลังงานสามารถส่งผลกระทบต่อการผลิตพลังงานได้อย่างไร รวมถึงศึกษาว่าพลังงานทดแทนนี้เป็นตัวช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้

UPDATE

NEWS​

ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตกระแสไฟฟ้ามากเกินไปอะไรจะเกิดขึ้น

ปัจจุบันกระแสการตื่นตัวกับสภาวะโลกร้อนประกอบกับประเทศไทยต้องการลดการพึ่งพาการ

นำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ "พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์" จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ที่ประเทศไทยนิยมมาที่สุด โดยการตรวจวัดภาคพื้นดินของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและ

อนุรักษ์พลังงาน (พพ.) พบว่าพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย ซึ่งมี

ความเข้มรังสีแสงอาทิตย์เฉลี่ยทั้งปีประมาณ 18.2 เมกะจูลต่อตารางเมตร ส่วนใหญ่จะอยู่ทาง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ร้อยเอ็ด ศรีสะเกศ อุบลราชธานี และอุดรธานี และบางส่วน

อยู่ในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง เช่น สระบุรี ลพบุรีและพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้

ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถึง 10,000 เมกะวัตต์

ซึ่งภาครัฐได้มีโครงการกระตุ้นให้ประชาชนหันมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

(Solar PV Rooftop) จำนวน 100 เมกะวัตต์ ผนวกกับราคาโซลาร์เซลล์ที่ถูกลงและแผน

พัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2561-2580 (PDP-2018) ได้กำหนดเพิ่ม

กำลังการผลิตขึ้นถึง 10,000 เมกะวัตต์

    และเป็นที่ทราบดีอยู่ว่าประโยชน์การผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองจากการติดตั้งโซลาร์

รูฟท๊อปนี้ คือ ประหยัดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ติดตั้ง ลดการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล

ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดช่วงเวลากลางวัน ในขณะที่เรากำลังมองข้างผลกระทบ

ที่เกิดขึ้น กรณีศึกษาของสหรัฐอเมริกาที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากจนเกินไป

พบว่าปริมาณการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนจำนวนมหาศาลในระบบไฟฟ้าของ

สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ จะส่งผลกระทบทำให้ปริมาณการผลิต

ไฟฟ้าในระบบหลักในช่วงกลางวันลดต่ำลง หรือเรียกว่าปรากฏการณ์ Duck Curve

กรุงเทพฯ--25 ธ.ค.—มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย​

UPDATE

NEWS​

กฟผ.-กรอ.เล็งตั้งโรงงานต้นแบบกำจัดซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่

ประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยภายหลังลงนามบันทึก

ข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการศึกษาการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และ

แบตเตอรี่ในประเทศไทย” กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่า ความร่วมมือ

ในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความ ร่วมมือบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และ

แบตเตอรี่ที่เกิดจากการใช้งานในประเทศ​ ขณะที่ไทยยังไม่มีเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ

ซากดังกล่าวอย่างเป็นระบบ ซึ่งอายุการใช้งานของแผงโซลาเซลล์เฉลี่ย 20 ปี คาดว่าปี 2565 

จะมีซากจากแผงโซลาเซลล์เกิดขึ้น 112 ตัน และเพิ่มเป็น 1.55 ล้านตัน ในปี 2600 ซึ่งหาก

ไม่วางแผนจะกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพและเศรษฐกิจ และเป็นอุปสรรคต่อแผนส่งเสริม

การผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของไทย โดยปัจจุบันไทยมี

ยอดสะสมซากแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า 5 ปี 1,300 ตัน ได้ส่งออกไปกำจัดต่างประเทศทั้งหมด

เช่น ญี่ปุ่น เบลเยียม สิงคโปร์

 

“การกำจัดซากโซลาเซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า นอกจากจะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่อ

สิ่งแวดล้อม ยังคัดแยกเศษซากเหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้อีกมาก สอดคล้องกับ

เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy”สำหรับพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการตั้ง

โรงงานกำจัดโซลาเซลล์ จะต้องอยู่ใกล้กับแหล่งที่มีการใช้โซลาเซลล์สูง เช่น พื้นที่โรงไฟฟ้า

พลังงานแสงอาทิตย์ และพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมที่มีการติดตั้งโซลาเซลล์เป็นจำนวนมาก

เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจากสำรวจพบว่าในภาคกลางเป็น พื้นที่มีการ

ตั้งโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์มากที่สุด 1,750 เมกะวัตต์ รองลงมาเป็นภาคเหนือ 626

เมกะวัตต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 465 เมกะวัตต์ และภาคใต้ 41 เมกะวัตต์ รวม 2,882

เมกะวัตต์

 

นอกจากนี้ กรอ.ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาแผนกำจัดซากโซลาเซลล์และ

แบตเตอรี่รถยนต์ทั้งระบบ ซึ่งเน้น 2 เรื่อง คือ

1.เทคโนโลยี การรีไซเคิลและการกำจัด 2.กลไกการนำซากเหล่านี้เข้าระบบ สำหรับเทคโนโลยี

การรีไซเคิลและกำจัดซาก ในขั้นแรกคือการแยกชิ้นส่วนทางกายภาพ เช่น อลูมิเนียม กระจก

ไปรีไซเคิลนำกลับมาใช้ ส่วนที่เหลือที่นำกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้จะนำผังกลบ หรือเผา ส่วน

แบตเตอรี่จะกำจัดยากกว่า เพราะมีอันตรายหากขนส่งหรือจัดเก็บไม่ถูกต้องอาจจะระเบิด

หรือเกิดสารพิษรั่วไหลได้ จึงต้องมีโรงงานกำจัดที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง

 

“รายได้จากการรีไซเคิลโซลาเซลล์ และแบตเตอรี่จะมีไม่มากพอกับต้นทุนในการกำจัดทั้งหมด

ดังนั้นผู้ใช้อาจจะต้องจ่ายค่ากำจัดในบางส่วนแต่ก็ไม่มากนัก จึงจะทำให้กระบวนการกำจัด

อย่างถูกต้องเดินหน้าต่อไปได้"   ขณะนี้โซลาเซลล์ทั้งหมดจะอยู่ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงาน

แสงอาทิตย์และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 90% ส่วนนี้กำจัดไม่ยาก เพราะต้องขึ้น

ทะเบียนมี แบบแผนควบคุมที่รัดกุม ส่วนอีก 10% ติดบนหลังคาบ้านเรือนทั่วไป ในส่วนนี้

นำเข้าระบบกำจัดยาก แต่ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์    เครื่องใช้ไฟฟ้าและ

อิเล็กทรอนิกส์และซากผลิตภัณฑ์อื่น ที่กำลังจะออกมาจะเป็นส่วนสำคัญในการวางกรอบ

กติกาและมาตรการต่างๆดุงแผงโซลาร์เซลล์เหล่านี้เข้าระบบ”

ที่มา

กรุงเทพธุรกิจ​

ร่วมออกบูทงานสัมมนา 20 กุมภาพันธ์ 2563

จัดโดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์

พลังงาน

ออกบูทในวาระ ครบ 60 ปี

แห่งการก่อตั้งมหาวิทยาลัย

เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ระหว่างวันที่ 3-5

กุมภาพันธ์ 2563

ทางอากาศที่มีส่วนทำให้เกิดหมอกควันและฝนกรดโจมตีและลดการทำงานของปอด ซึ่งงานวิจัยนำเสนอว่าแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาของอาคารเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จะช่วยลดค่าไฟฟ้าและแก้ไขผลกระทบต่อสุขภาพ​

 

    นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันสิ่งแวดล้อมสแตนฟอร์ด วูดส์ ในสหรัฐอเมริกา เผยว่า แผงเซลล์แสงอาทิตย์จะช่วยลดการใช้ก๊าซธรรมชาติและพลังงานจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ก่อเกิดฝุ่นละอองซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์ สสารทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นมลพิษ

    การผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์มากขึ้น ทำให้ช่วยลดปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้า

สูงสุด หรือ Peak ในเวลากลางวันได้ แต่อีกด้านหนึ่ง "การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

(กฟผ.) ก็ยังคงต้องรักษากำลังการสำรองไฟฟ้าในช่วง Peak Hour และยังคงต้องจ่าย

ไฟฟ้าให้กับผู้ที่ใช้โซลาร์รูฟท็อปในเวลากลางคืน ส่งผลให้ กฟผ. มีต้นทุนที่สูงขึ้น" อีกทั้ง

กำลังการผลิตที่ต้องเพียงพอกับทุกช่วงเวลาที่การใช้ไฟไม่เท่ากัน ทำให้ กฟผ. ต้องมีการ

เผื่อในเรื่องการสำรองกำลังไฟในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง และในอนาคตก็มีโอกาสที่

การใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์สูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการใช้ไฟใน

ภาพรวม และอาจจะนำไปสูงการพิจารณาเก็บอัตราระบบสำรองไฟฟ้า หรือ Backup Rate

    อีกเรื่องทีจะต้องคิดกันต่อสำหรับผู้ใช้พลังงานทดแทน  คือ ผู้ใช้ไฟฟ้าจากสายส่งปกติ

ของ กฟผ. คนกลุ่มนี้ยังไม่มีความสามารถในการเข้าถึงพลังงานโซลาร์ได้ก็จะกลายเป็น

ผู้แบกรับต้นทุนไฟฟ้าที่สูงขึ้นไปโดยปริยาย ตรงนี้ก็จะส่งผลให้ "เกิดความเหลื่อมล้ำในแง่

การเข้าถึงและต้นทุนค่าไฟที่ต่างกัน" เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถลงทุนในเทคโนโลยีพลังงาน

หมุนเวียนได้ช้าที่สุด คือ ผู้ใช้ไฟที่มีรายได้น้อย

    จึงสรุปได้ว่าการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ต้องมองอย่างรอบด้านและคำนึงถึงทุกฝ่าย

เราไม่สามารถปฏิเสธแนวโน้มของพลังงานโซลาร์เซลล์ที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่อีก

แง่หนึ่งเราก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าค่าไฟจากแหล่งปกติจากสายส่งก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น

เช่นกัน

ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตกระแส

ไฟฟ้ามากเกินไปอะไรจะเกิดขึ้น

      ปัจจุบันกระแสการตื่นตัวกับสภาวะ

โลกร้อนประกอบกับประเทศไทยต้องการ

ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจาก

ต่างประเทศ "พลังงานทดแทนจาก

แสงอาทิตย์" จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ที่ประเทศไทยนิยมมาที่สุด 

โดยการตรวจวัดภาคพื้นดินของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

(พพ.) พบว่าพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย ซึ่งมี

ความเข้มรังสีแสงอาทิตย์เฉลี่ยทั้งปีประมาณ 18.2 เมกะจูลต่อตารางเมตร

ส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ร้อยเอ็ด ศรีสะเกศ อุบลราชธานี

และอุดรธานี และบางส่วนอยู่ในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง เช่น สระบุรี ลพบุรีและ

พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้า

จากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถึง 10,000 เมกะวัตต์ซึ่งภาครัฐได้มีโครงการกระตุ้นให้

ประชาชนหันมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์(Solar PV Rooftop) จำนวน

100 เมกะวัตต์ ผนวกกับราคาโซลาร์เซลล์ที่ถูกลงและแผนพัฒนากำลังการผลิต

ไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2561-2580 (PDP-2018) ได้กำหนดเพิ่มกำลังการผลิต

ขึ้นถึง 10,000 เมกะวัตต์

    และเป็นที่ทราบดีอยู่ว่าประโยชน์การผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองจากการติดตั้งโซลาร์

รูฟท๊อปนี้ คือ ประหยัดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ติดตั้ง ลดการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล

ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดช่วงเวลากลางวัน ในขณะที่เรากำลังมองข้างผล

กระทบที่เกิดขึ้น กรณีศึกษาของสหรัฐอเมริกาที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

มากจนเกินไปพบว่าปริมาณการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนจำนวนมหาศาล

ในระบบไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ จะส่งผลกระทบ

ทำให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าในระบบหลักในช่วงกลางวันลดต่ำลง หรือเรียกว่า

ปรากฏการณ์ Duck Curve

    การผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์มากขึ้น ทำให้ช่วยลดปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้า

สูงสุด หรือ Peak ในเวลากลางวันได้ แต่อีกด้านหนึ่ง "การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง

ประเทศไทย (กฟผ.) ก็ยังคงต้องรักษากำลังการสำรองไฟฟ้าในช่วง Peak Hour

และยังคงต้องจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ที่ใช้โซลาร์รูฟท็อปในเวลากลางคืน ส่งผลให้ กฟผ.

มีต้นทุนที่สูงขึ้น" อีกทั้งกำลังการผลิตที่ต้องเพียงพอกับทุกช่วงเวลาที่การใช้ไฟไม่

เท่ากัน ทำให้ กฟผ. ต้องมีการเผื่อในเรื่องการสำรองกำลังไฟในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้า

สูง และในอนาคตก็มีโอกาสที่การใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์สูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะส่งผล

กระทบต่อโครงสร้างการใช้ไฟในภาพรวม และอาจจะนำไปสูงการพิจารณาเก็บ

อัตราระบบสำรองไฟฟ้า หรือ Backup Rate

    อีกเรื่องทีจะต้องคิดกันต่อสำหรับผู้ใช้พลังงานทดแทน  คือ ผู้ใช้ไฟฟ้าจากสายส่ง

ปกติของ กฟผ. คนกลุ่มนี้ยังไม่มีความสามารถในการเข้าถึงพลังงานโซลาร์ได้ก็

จะกลายเป็นผู้แบกรับต้นทุนไฟฟ้าที่สูงขึ้นไปโดยปริยาย ตรงนี้ก็จะส่งผลให้

"เกิดความเหลื่อมล้ำในแง่การเข้าถึงและต้นทุนค่าไฟที่ต่างกัน" เพราะฉะนั้นผู้ที่

สามารถลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนได้ช้าที่สุด คือ ผู้ใช้ไฟที่มีรายได้น้อย

    จึงสรุปได้ว่าการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ต้องมองอย่างรอบด้านและคำนึง

ถึงทุกฝ่าย เราไม่สามารถปฏิเสธแนวโน้มของพลังงานโซลาร์เซลล์ที่จะเข้ามามี

บทบาทมากขึ้น แต่อีกแง่หนึ่งเราก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าค่าไฟจากแหล่งปกติ

จากสายส่งก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นกัน

ส่วนการประเมินเบื้องต้นการลงทุนตั้งโรงงานกำจัดซากโซลาเซลล์และแบตเตอรี่ตามแผน

ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้า จากเซลล์แสงอาทิตย์ได้ 15,574 เมกะวัตต์ คาดว่ามีโรงงานกำจัด

และรีไซเคิลไม่ต่ำกว่า 100 โรง มีขนาดโรงงานขั้นต่า 5 ตันต่อวัน หรือ 1,480 ตันต่อปี

จะใช้เงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท แต่หากเป็นโรงงานกำจัดแบตเตอรี่ก็จะมีมูลค่าสูงกว่านี้
พัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ.​ กล่าวว่า การผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์

แสงอาทิตย์ รวมถึงการใช้แบตเตอรี่ทั้งจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้ามีการเติบโต

อย่างรวดเร็วนั้น กระทรวงพลังงานจึงได้มีนโยบายให้ กฟผ.ศึกษาความเป็นไปได้ในการ

ดำเนินการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่หลังสิ้นสภาพการใช้งาน
ตลอดจนเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการบริหารการใช้ทรัพยากรภายในประเทศตามแนวทาง

เศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการนำแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วมาแปรรูปและ

นำกลับไปใช้อีกในอนาคต อันมีส่วนเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของ

ประเทศ และส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่ง กฟผ.ดำเนินการควบคู่กับภารกิจหลัก

ในการรักษาความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ

สำหรับความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคโนโลยี

ข้อเสนอแนะ และแนวทางการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่

ในประเทศไทย เพื่อนำมาประกอบการศึกษาความความเหมาะสมใน การพัฒนา

โรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบ โดยมีระยะเวลา

1 ปี นับตั้งแต่วันลงนาม และมีขอบเขตความร่วมมือ ดังนี้ กรอ. จะให้การสนับสนุน

ด้านข้อมูล ได้แก่ 
1.ข้อมูลแนวโน้มซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในไทย

2.ข้อมูลจากการพิจารณาแนวทางการเก็บรวบรวมซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์

และแบตเตอรี่จากภาคอุตสาหกรรม

3.ข้อมูลจากการศึกษาทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโรงงานบริหารจัดการ

ซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบส่วน กฟผ. จะรับผิดชอบ ได้แก่

1.ศึกษาเทคโนโลยีการจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่เหมาะสม

2.ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสง

อาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบ ควบคู่กับการพิจารณาตามแนวทางการเก็บรวบ

รวมซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่จากภาคอุตสาหกรรม
3.ศึกษาเทคโนโลยีและแนวทางการบริหารจัดการซากแบตเตอรี่ ที่อาจนำมา

บูรณการกับโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบ

ประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยภายหลังลงนาม

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการศึกษาการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสง

อาทิตย์และแบตเตอรี่ในประเทศไทย” กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความ ร่วมมือบริหารจัดการซากแผงเซลล์

แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ที่เกิดจากการใช้งานในประเทศ​ ขณะที่ไทยยังไม่มี

เทคโนโลยีและการบริหารจัดการซากดังกล่าวอย่างเป็นระบบ ซึ่งอายุการใช้งานของ

แผงโซลาเซลล์เฉลี่ย 20 ปี คาดว่าปี 2565 จะมีซากจากแผงโซลาเซลล์เกิดขึ้น 112

ตัน และเพิ่มเป็น 1.55 ล้านตัน ในปี 2600 ซึ่งหากไม่วางแผนจะกระทบสิ่งแวดล้อม

สุขภาพและเศรษฐกิจ และเป็นอุปสรรคต่อแผนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์

แสงอาทิตย์และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของไทย โดยปัจจุบันไทยมียอดสะสมซาก

แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า 5 ปี 1,300 ตัน ได้ส่งออกไปกำจัดต่างประเทศทั้งหมด

เช่น ญี่ปุ่น เบลเยียม สิงคโปร์

 

“การกำจัดซากโซลาเซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า นอกจากจะป้องกันไม่ให้เกิด

ปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม ยังคัดแยกเศษซากเหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้อีกมาก

สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy”สำหรับพื้นที่ที่มีความ

เหมาะสมในการตั้งโรงงานกำจัดโซลาเซลล์ จะต้องอยู่ใกล้กับแหล่งที่มีการใช้

โซลาเซลล์สูง เช่น พื้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม

ที่มีการติดตั้งโซลาเซลล์เป็นจำนวนมากเช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

ซึ่งจากสำรวจพบว่าในภาคกลางเป็น พื้นที่มีการตั้งโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์มาก

ที่สุด 1,750 เมกะวัตต์ รองลงมาเป็นภาคเหนือ 626 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออกเฉียง

เหนือ 465 เมกะวัตต์ และภาคใต้ 41 เมกะวัตต์ รวม 2,882 เมกะวัตต์

 

นอกจากนี้ กรอ.ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาแผนกำจัดซาก

โซลาเซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ทั้งระบบ ซึ่งเน้น 2 เรื่อง คือ

1.เทคโนโลยี การรีไซเคิลและการกำจัด 2.กลไกการนำซากเหล่านี้เข้าระบบ สำหรับ

เทคโนโลยีการรีไซเคิลและกำจัดซาก ในขั้นแรกคือการแยกชิ้นส่วนทางกายภาพ เช่น

อลูมิเนียม กระจกไปรีไซเคิลนำกลับมาใช้ ส่วนที่เหลือที่นำกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้จะนำ

ผังกลบ หรือเผา ส่วนแบตเตอรี่จะกำจัดยากกว่า เพราะมีอันตรายหากขนส่งหรือ

จัดเก็บไม่ถูกต้องอาจจะระเบิดหรือเกิดสารพิษรั่วไหลได้ จึงต้องมีโรงงานกำจัดที่ใช้

เทคโนโลยีชั้นสูง

 

“รายได้จากการรีไซเคิลโซลาเซลล์ และแบตเตอรี่จะมีไม่มากพอกับต้นทุนในการ

กำจัดทั้งหมดดังนั้นผู้ใช้อาจจะต้องจ่ายค่ากำจัดในบางส่วนแต่ก็ไม่มากนัก จึงจะ

ทำให้กระบวนการกำจัดอย่างถูกต้องเดินหน้าต่อไปได้"   ขณะนี้โซลาเซลล์ทั้งหมด

จะอยู่ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 90%

ส่วนนี้กำจัดไม่ยาก เพราะต้องขึ้นทะเบียนมี แบบแผนควบคุมที่รัดกุม ส่วนอีก 10%

ติดบนหลังคาบ้านเรือนทั่วไป ในส่วนนี้นำเข้าระบบกำจัดยาก แต่ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.

การจัดการซากผลิตภัณฑ์    เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และซากผลิตภัณฑ์อื่น

ที่กำลังจะออกมาจะเป็นส่วนสำคัญในการวางกรอบกติกาและมาตรการต่างๆ

ดุงแผงโซลาร์เซลล์เหล่านี้เข้าระบบ”

ส่วนการประเมินเบื้องต้นการลงทุนตั้งโรงงานกำจัดซากโซลาเซลล์และแบตเตอรี่

ตามแผนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้า จากเซลล์แสงอาทิตย์ได้ 15,574 เมกะวัตต์ คาดว่า

มีโรงงานกำจัดและรีไซเคิลไม่ต่ำกว่า 100 โรง มีขนาดโรงงานขั้นต่า 5 ตันต่อวัน หรือ

1,480 ตันต่อปีจะใช้เงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท แต่หากเป็นโรงงานกำจัดแบตเตอรี่

ก็จะมีมูลค่าสูงกว่านี้พัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ.​ กล่าวว่า

การผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ รวมถึงการใช้แบตเตอรี่ทั้งจากอุปกรณ์ไฟฟ้า

และรถยนต์ไฟฟ้ามีการเติบโตอย่างรวดเร็วนั้น กระทรวงพลังงานจึงได้มีนโยบายให้

กฟผ.ศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์

และแบตเตอรี่หลังสิ้นสภาพการใช้งานตลอดจนเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการบริหาร

การใช้ทรัพยากรภายในประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการนำแผง

เซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วมาแปรรูปและนำกลับไปใช้อีกในอนาคต

อันมีส่วนเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของประเทศ และส่งเสริมการ

อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่ง กฟผ.ดำเนินการควบคู่กับภารกิจหลักในการรักษาความ

มั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศสำหรับความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ ในการ

แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคโนโลยีข้อเสนอแนะ และแนวทางการบริหารจัดการซาก

แผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในประเทศไทย เพื่อนำมาประกอบการศึกษา

ความความเหมาะสมใน การพัฒนาโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์

และแบตเตอรี่ต้นแบบ โดยมีระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันลงนาม และมีขอบเขต

ความร่วมมือ ดังนี้ กรอ. จะให้การสนับสนุนด้านข้อมูล ได้แก่ 
1.ข้อมูลแนวโน้มซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในไทย

2.ข้อมูลจากการพิจารณาแนวทางการเก็บรวบรวมซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์

และแบตเตอรี่จากภาคอุตสาหกรรม

3.ข้อมูลจากการศึกษาทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโรงงานบริหารจัดการ

ซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบส่วน กฟผ. จะรับผิดชอบ ได้แก่

1.ศึกษาเทคโนโลยีการจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่เหมาะสม

2.ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสง

อาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบ ควบคู่กับการพิจารณาตามแนวทางการเก็บรวบ

รวมซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่จากภาคอุตสาหกรรม
3.ศึกษาเทคโนโลยีและแนวทางการบริหารจัดการซากแบตเตอรี่ ที่อาจนำมา

บูรณการกับโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบ

กฟผ.-กรอ.เล็งตั้งโรงงานต้นแบบ

กำจัดซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่

บริษัทติดตั้งโซล่า เซลล์,รับติดตั้งโซล่า เซลล์,ติดโซล่า เซลล์,โซล่า รูฟ

One stop service​

SOLAR ROOFTOP​